3 วันในปารีส เมืองแฟชั่น ศิลปะ น้ำหอม และความหลากหลาย

หอไอเฟล
มีการเปิดไฟระยับทุกๆ ชั่วโมง

ปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาต่อปีมากมาย จากการที่มีสถานที่สำคัญระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งนอกจากชื่อเสียงด้านความน่าสนใจทั้งงานศิลปะ แฟชั่น น้ำหอม และแหล่งช็อปปิ้ง ก็ยังมีอีกด้านที่เป็นความน่ากลัวคือ การเป็นเมืองที่มีอาชญากรรมสูงแห่งหนึ่งในยุโรปด้วย ทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้น โดยเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้เป็นเมืองแรกที่เราเข้าไปในทริป “France – Switzerland – Italy 2019” ซึ่งบินไปกับการบินไทย ลงที่สนามบิน CDG ครับ

เวลาที่เข้าเมืองจะค่อนข้างเช้านิดนึง ต้องซื้อตั๋วรสบัสเข้าเมือง เลยไปทำการฝากกระเป๋าที่โรงแรมก่อนที่ย่านมงมาทร์ (Montmartre) หลังจากนั้นก็เดินเล่นในเมือง แวะซื้อตั๋วที่ใช้เดินทางในปารีส (ทั้งรสบัส รสไฟใต้ดิน) แบบเหมาคือ 10 ใบ (ใบนึงใช้ได้เที่ยวนึง) จะตกใบละประมาณ 1.49 ยูโร (เป็นเงินไทยเท่าไหร่ ลองเทียบกับค่าเงินบาทตอนนั้นครับ) แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไปไกลแค่ไหนก็ได้นะ เพราะมันจะมีโซนกำกับอยู่ว่าสามารถไปได้ถึงโซนไหน อย่างกรณีพระราชวังแวร์ซาย และดิสนีย์แลนด์ก็ต้องซื้อแยกนะครับ

ile de France
ile de France คือโซนของฝรั่งเศสที่คลอบคลุมปารีสด้วย ซึ่งจะมีทั้งชั้นในและชั้นนอก

และแล้วก็ได้ไปสถานที่แรกที่อยากมาเยี่ยมเยือนมานานแล้ว นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (louvre museum) ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดังที่สุดในโลก จากการมีงานศิลปะชั้นนำอย่าง ภาพวาดโมนาลิซ่า (Monalisa) และปิรามิดลูฟร์ (louvre pyramids) ซึ่งถูกออกแบบเป็นทางเข้า และเป็นเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์นี้ โดยผมได้ทำการซื้อ Paris Museum Pass ซึ่งครอบคลุมการเข้าชมอยู่แล้ว ทำการซื้อผ่านเว็บ klook.com และนำไปขึ้นบัตรจริงตามสถานที่ที่ระบุ แต่ถ้าจะไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์ หรือพระราชวังแวร์ซาย ก็อาจจะไม่ต้องซื้อ Museum Pass แต่ซื้อตรงกับเว็บของพิพิธภัณฑ์ก็ได้ครับ จะคุ้มกว่า ซึ่งถ้าเป็น Museum Pass ต้องนำรหัสไปจองเวลาในการเข้าชมด้วยครับ เนื่องจากในวันนึงมีคนเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์มาก (Update ล่าสุด: ไม่เห็นตรงส่วนนี้ ไม่แน่ใจว่าเพราะคนลดลงแล้ว เลยไม่ต้องจองแล้วรึเปล่า)

หลังจากที่เข้าชมลูฟร์ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละคน (ของผม 2 ช.ม.) เราก็ทำการใช้ museum pass ต่อให้คุ้มครับ คือการเดิน (เท้า) ไปยังพิพิธภัณฑ์ถัดไปคือ พิพิธภัณฑ์ออร์แซ หรือ มูว์เซดอร์แซ (ฝรั่งเศส: Musée d’Orsay) ซึ่งมีงานศิลปะชื่อดังหลายชิ้น (แต่ที่ชอบดูคือ งานของ Vincent Van Gogh)

Paris Bicycle
ระหว่างทางเจอจักรยานที่สามารถเช่าไปปั่นได้ด้วย
Starry Night Over the Rhone
ตัวอย่างงานของ Van Gogh ในพิพิธภัณฑ์ออร์แซ

จากนั้นก็เดินผ่านมหาวิหารน็อทร์-ดาม (NotreDame de Paris) ซึ่งถูกไฟไหม้ไปก่อนที่เราจะมาเยี่ยมชม จึงเห็นได้แค่ข้างนอก ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในได้ (ถ้าใช้ Paris Museum Pass ก็สามารถเข้าได้ทันที ไม่เสียเงินเพิ่ม)

Notre-Dame de Paris
Notre-Dame de Paris

และที่พลาดไม่ได้ แต่หลายคนอาจจะไม่รู้จักมากนักคือ โบสถ์น้อยแซ็งต์-ชาแปล (La Sainte-Chapelle) ซึ่งถือกันว่าเป็นงานชิ้นที่งดงามที่สุดของสถาปัตยกรรมแรยอน็อง เลยทีเดียว ตัวนี้สามารถใช้ Paris Museum Pass ได้เช่นกัน

หลังจากที่เดินชมความสวยงามของที่ต่างๆ แล้ว ก็ลองแวะ Galeries Lafayette ซึ่งเป็นห้างที่รวมสินค้าแบรนด์เนมไว้เต็มห้าง เรียกว่าหันซ้าย หันขวา ก็เจอ แต่สิ่งที่พึงระวังคือ กระบวนการคืนภาษีของห้างซึ่งต่างจากของทั่วไปที่ทำการคืนที่สนามบินนะครับ เพราะมันจะเป็นแบบของเค้าเอง ต้องอ่านดีๆ ว่าหลังจาก process ในห้างแล้ว ให้ไปขอคืนตรงไหน เพราะกรณีของผมซึ่งทำ process ในห้างแล้ว เข้าใจว่าต้องไปทำเรื่องขอคืนที่สนามบิน (ในทริปนี้ ออกที่โรม อิตาลี) ก็ไม่พบที่คืนของ Lafayette นะครับ ทำได้แค่ stamp จาก customs เท่านั้น ซึ่งปรากฏว่ากลับมาหลายเดือน เงินก็ยังไม่กลับคืนเข้าบัตรซักที (ถ้าเป็น process ปกติไม่นานก็ได้คืน) จึงทำการสอบถามไป ปรากฏว่าเค้าต้องให้ส่งเอกสารตัวจริงที่เราได้จากการ process ที่ Lafayette และมีตรา stamp จาก customs คืนไปที่เค้า (ผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน เสียเงินค่าส่งไปอีกร้อยกว่าบาท) ซึ่งถ้าไม่ถาม ก็คือไม่ได้คืนเลยนั่นเอง

ติดตามกระบวนการคืนเงินที่ Lafayette ตอนนี้อยู่ใน process ที่ 3 หลังจากส่งไปรษณีย์ไป

หลังจากนั้น ช่วงเย็นแล้วจึงแวะไป check in ที่โรงแรมเพื่อจัดของนั่นนี่ แล้วก็หาอะไรกิน ไปเจอร้านซูชิ แต่รสชาติไม่ค่อยดีนัก พอกินเสร็จก็กลับเข้าไปในเมืองอีกที โดยมีจุดหมายที่หอคอยไอเฟล สัญลักษณ์หลักของประเทศฝรั่งเศส ถ้าดูจากในภาพอาจไม่รู้สึกว่ามันดูยิ่งใหญ่อะไรมากนัก แต่พอไปเห็นของจริงโดยเฉพาะระยะใกล้ๆ ก็พบโครงสร้างถูกออกแบบ และสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่มาก และทุกๆ ชั่วโมงก็จะมีการเปิดไฟระยิบระยับอย่างสวยงามอีกด้วย

จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปพระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ซึ่งอยู่ในเมืองแวร์ซาย คือโซนชั้นนอก ต้องซื้อตั๋วอีกแบบนึงครับ รถไฟที่ไปก็จะเป็นรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

ที่พระราชวังแวร์ซาย ถ้าใช้ Paris Museum Pass ก็สามารถเข้าชมได้เลย แต่แค่จะต้องต่อคิวเข้า ซึ่งยาวมากๆๆๆ การไปแวร์ซายจึงควรไปแต่เช้า เพื่อเผื่อเวลาต่อคิวด้วย โดยรวม พระราชวังแวร์ซาย เหมาะกับคนที่ชอบศิลปะ และความหรูหราสไตล์ยุโรปแท้ๆ และแวร์ซายก็ถือเป็นต้นแบบของพระราชวังหลายๆ ที่ในยุโรปด้วยครับ (ซึ่งจะคล้ายๆ กัน)

ใช้เวลาอยู่ที่แวร์ซายจนถึงช่วงบ่าย จากนั้นก็กลับมาที่ปารีสมายังแลนด์มาร์กสำคัญอีกจุดคือ “Arc de Triomphe” หรือประตูชัยฝรั่งเศส เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดย ฌ็อง ชาลแกร็ง มีอายุกว่า 200 ปีสร้างขึ้นปี พ.ศ. 2349 หลังจากที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะจากยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมกับถนนช็องเซลีเซ (Avenue des Champs-Élysées) อันโด่งดังด้วยครับ

จากนั้นก็เริ่มหาอะไรกิน โดยมองไปที่ของโปรดของผมคือ ราเมน วันนี้เข้าร้านที่ชื่อ Dosanko Larmen ซึ่งมีคนญี่ปุ่นมาทำจริงๆ ให้กิน รสชาติถือว่าเทียบเท่ากับร้านราเมนในร้านญี่ปุ่นได้จริงๆ เลย

ช่วงมืดๆ ก็ได้ไปมหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Basilique du Sacré-Cœur de Montmartre) เป็นโบสถ์และมหาวิหารรองในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของกรุงปารีส หรือที่เรียกกันว่า “มงมาทร์

Basilique du Sacré-Cœur de Montmartre
Basilique du Sacré-Cœur de Montmartre

วันที่สามของการเดินทาง ก็ใช้เวลาทั้งวันไปกับ Disneyland Paris อยู่ในเล็กๆ รอบนอกที่ชื่อ “Chessy” ตอนขาไปหาที่ซื้อตั๋วไม่เจอ เลยคิดว่าปลายทางน่าจะมีให้จ่ายเงิน ปรากฏว่าไม่มี ซึ่งก็มีคนฝรั่งเศสซึ่งเป็นคนท้องถิ่นคอยดักอยู่ตรงทางออก เค้าจะใช้การ์ดของเค้าในการติ๊ดให้เราออกได้ โดยชาร์จเราแพงกว่าค่าตั๋วที่เราควรต้องซื้อ ฉะนั้นให้เตรียมตัวหาซื้อตั๋วรถไฟไปกลับให้ดีๆ เสียก่อน ส่วน Disneyland Paris นั้นมีปราสาทที่สวยงามและใหญ่ทีเดียว ในส่วนเครื่องเล่นก็จะไม่หวือหวา หรือหวาดเสียวมากเกินไป (มีหวาดเสียวประมาณ 2 ตัว) ตามประสา Disneyland ช่วงที่เราไปจะไม่มี Firework ตอนกลางคืน แต่จะเป็นธีม Halloween ครับ

ช่วงหัวค่ำกลับไปที่ปารีสก็หาราเมนกินอีกเช่นเคย วันนี้ลองเข้าร้านที่มีคนต่อคิวกันยาวมากชื่อ Hakata Choten ถึงจะรอนานกว่าจะได้กิน แต่รสชาติก็ดีมากๆ ครับ เทียบเท่ากับร้านราเมน 5 ดาวในญี่ปุ่นเลย ใครมาปารีสแวะมาลองกินดูได้ คนฝรั่งเศสชอบมาก

โดยภาพรวมของกรุงปารีส ฝรั่งเศส ถือว่าน่าประทับใจครับ แม้ว่ารถไฟใต้ดินจะมีกลิ่นคล้ายๆ ปัสสาวะซักหน่อย จากการที่มีคนไร้บ้านไปอาศัย แต่ช่วงที่เราไปนั้นถือว่ามีตำรวจลาดตระเวนเยอะด้วย จึงไม่พบเจอเหตุการณ์ล่อแหลมใดๆ ที่จะถูกจี้ปล้น หรือล้วงกระเป๋าเลย

จากนั้นก็กลับไปเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปในเช้าวันรุ่งขึ้น คือ “Switzerland” โดยไปขึ้นรถไฟที่ Paris Gare de Lyon (ปารีส – แกร์ – เดอ – ลียง) ซึ่งเป็นหนึ่งในหกสถานีรถไฟสายหลักที่มีขนาดใหญ่ในปารีส มีการจัดการผู้โดยสารประมาณ 90,000,000 คนทุกปีทำให้กลายเป็นสถานีที่คึกคักที่สุดอันดับที่สามของฝรั่งเศสและเป็นหนึ่งในเมืองที่คึกคักที่สุดของยุโรป โดยเรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ โดยแวะต่อรถไฟที่เมืองโลซานครับ

แล้วมาอ่านกันต่อในตอน Switzerland ครับ

0 Shares:
Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You May Also Like
Matterhorn
อ่านต่อ

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งธรรมชาติ และขุนเขา

สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ถือเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คน จากทัศนียภาพที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์ มาตรฐานการครองชีพที่สูง และปัญหาอาชญากรรมที่ต่ำมาก ทำให้ประเทศนี้เป็นหนึ่งในลำดับต้นๆ ในลิสต์ของประเทศที่จะต้องไปเยือนสักครั้งให้ได้ จากตอนที่แล้วที่เราออกจากกรุงปารีส ฝรั่งเศส แล้วนั่งรถไฟตรงไปยังยังกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ จะต้องผ่านเมืองหนึ่งคือ โลซาน ซึ่งเราจะต้องมาต่อรถไฟกันที่นี่ เมื่อรถไฟมาถึงก็นั่งต่อไปยังกรุงเบิร์นได้เลย…